|
โดย อาทิตย์ ประสาทกุล
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่น่าเชื่อว่าการเรียนปริญญาโทของผมผ่านมาถึงครึ่งทางแล้ว เหลืออีกเพียงไม่ถึงหนึ่งปีก็จะได้เรียนจบสมกับความตั้งใจสักที หลังจากสอบเสร็จไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ผมก็มีโอกาสบินข้ามประเทศจากนิวยอร์กทางชายฝั่งตะวันออก มาเปิดหูเปิดตาที่ซานฟรานซิสโกด้านชายฝั่งตะวันตกบ้าง
มาทางฝั่งตะวันตกทั้งที คนขอบเที่ยวอควาเรียมอย่างผมจึงไม่พลาดไปชม "สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำอ่าวมอนทาเร่ " (Monterey Bay Aquarium) ที่เขาว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดของอเมริกา อควาเรียมแห่งนี้อยู่ในเมืองมอนทาเร่ รัฐคาลิฟอร์เนีย ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลแปซิฟิก เคยเป็นเมืองชาวประมงที่มีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมการผลิตปลากระป๋อง เมื่อปลาในทะเลลดลง โรงงานทั้งหลายก็เลิกกิจการกันไปหมด ในปัจจุบันเป็นเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงมีรีสอร์ตหรู และสนามกอล์ฟวิวดีตั้งอยู่ริมฝั่งแปซิฟิก หากตีพลาด ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปเก็บเพราะจมตุ๋มไปในทะเลได้ง่าย
เมื่อแรกได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงอควาเรียมแห่งนี้ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไรนัก ครั้งก่อน หลายคนแนะนำให้ไปอควาเรียมอีกแห่งหนึ่ง พร้อมคุยให้ฟังว่าเยี่ยมยอด และเป็นที่สุด แต่เมื่อได้ไปแล้ว ก็ต้องเดินคอตกกลับมาด้วยความไม่ประทับใจ เรื่องนี้ไม่รู้จะโทษคนที่เล่าให้ฟัง หรือโทษตัวเองที่มากเรื่อง
แต่เมื่อมาเห็นที่มอนทาเร่ก็อดประทับใจกับหลักคิดในการจัดแสดงสัตว์น้ำของเขาไม่ได้ ถึงแม้จะรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้เห็นการแสดงพันธุ์ปลาที่หลากหลาย โดยเฉพาะปลาน้ำจืด และปลาตามแนวประการังที่ตัวเองชื่นชอบเป็นที่สุดก็ตาม
หากจะให้พูดอย่างวัยรุ่นเขานิยมพูดกัน อควาเรียมแห่งนี้ก็มี "แนว" เอามากๆ
"แนว" ที่เขามีนั้น เป็น "ความแตกต่าง" ที่ทำให้สถานแสดงสัตว์น้ำแห่งนี้เป็นหนึ่งในสุด จนนักเที่ยวอควาเรียมจากทั่วสารทิศต้องยกนิ้วให้
จุดเด่นของที่นี่เห็นจะเป็นการจัดแสดงปลาที่พบได้ในบริเวณที่อควาเรียมตั้งอยู่เท่านั้น (นั่นก็คือปลา และสิ่งมีชีวิตในชายฝั่ง และเขตทะเลแปซิฟิก) เขาไม่ได้ไปเสาะแสวงหาปลามาจากที่อื่นไกล โดยเฉพาะจากแนวปะการังเขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร ดังเป็นเรื่องปกติคล้ายสูตรมาตรฐานของการสร้างอความเรียมที่แทบจะทุกแห่งยึดเป็นแนวทาง
หากเคยไปเที่ยวสถานแสดงสัตว์น้ำกันมาบ้าง ลองสังเกตดูสิว่าสิ่งที่เราพบได้ทั่วไปในอควาเรียมปกตินั้น มักจะไม่พ้น การจัดแสดงพันธุ์ปลาตามแนวปะการังพร้อมดอกไม้ทะเลหลากหลายสีสัน (เช่น ปลาการ์ตูนในอ้อมกอดของดอกไม้ทะเลที่มีหนวดพิษ หรือปลาสลิดหินสีฟ้าสดว่ายพุ่งแล้วหลบเข้าไปในซอกหิน) พร้อมตู้ปลาใหญ่ที่มีภาพปลาฉลาม ปลากระเบน หรือไม่ก็ปลาเก๋าตัวโตๆ บางแห่งอาจมีอุโมงค์ลอดผ่านตู้ปลาใหญ่เหล่านั้น สร้างบรรยากาศคล้ายเดินย่ำชมฝูงปลาใต้ท้องทะเล อควาเรียมแห่งนี้เป็นตึกยาวใหญ่สองชั้น นักท่องเที่ยวส่วนมากจะเริ่มต้นที่ประตูขายบัตรแล้วเดินวนไปทางซ้าย เดินขึ้นชั้นสอง แล้วต่อไปยังตัวตึกด้านขวา ก่อนที่จะมาจบที่ชั้นหนึ่งทางอีกฝั่งของตัวตึก เมื่อจ่ายค่าบัตรผ่านประตู (ซึ่งแพงหูฉี่ ตามปกติวิสัยของอวาเรียมเอกชนทุกแห่ง) ก็จะเข้าไปในโถงใหญ่ ซึ่งจำลองบรรยากาศโรงงานผลิตปลาอัดกระป๋อง ซึ่งเคยเป็นอุตสาหกรรมหลักของเมืองมอนทาเร่ มีวิดีโอให้ชมกระบวนการผลิตตั้งแต่การลากอวนจับปลาซาร์ดีนจำนวนมหาศาลจากทะเลแปซิฟิก แล้วนำเข้ามายังชายฝั่ง แล้วส่งต่อเข้าไปยังโรงงาน ผ่านสายพานการผลิต เริ่มด้วยการตัดหัวตัดหาง จับยัดกระป๋อง เติมซอส ทำให้สุกและฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อนจากไอน้ำแรงดันสูง ห่อฉลาก จนไปถึงนำออกขายบนชั้น และถึงปากชาวอเมริกันทุกชนชั้นอาชีพ
เมื่อดูโรงงานปลากระป๋องเสร็จ ก็เดินต่อลึกเข้าไปด้านใน ทางซ้าย มีตู้ปลาขนาดใหญ่สูงประมาณตึก 3 ชั้น แสดงชายฝั่งของเมืองมอนทาเร่ ซึ่งมีระบบนิเวศแบบสาหร่ายเคลป์ (kelp forest) อันมีสาหร่ายขนาดยักษ์เป็นสิ่งมีชีวิตหลัก เป็นแหล่งที่อาหาร ที่อยู่อาศัย และที่หลบภัยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา เรื่อยไปจนถึงปลาดาว และดอกไม้ทะเล ตู้ระบบนิเวศสาหร่ายเคลป์นี้ ทำได้เหมือนมาก คงเพราะใช้แสงสว่างจากธรรมชาติ มีระบบจำลองคลื่นที่ทันสมัย รวมทั้งมีระบบพ่นละอองน้ำจืดทดแทนไอน้ำที่ระเหยไปเพื่อรักษาความเค็มให้คงที่
ปลาที่อาศัยอยู่ตามสาหร่ายเคลป์นั้น เป็นปลาตัวใหญ่ขนาดเท่าปลาลำสี หรือปลากระพงที่นำมาปิ้งหรือนึ่งขาย แต่ที่น่าสังเกตคือ พวกมันมักจะลอยตัวอยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยขยับเขยื้อนไปไหน พาลให้อดคิดไม่ได้ว่า คงเพราะน้ำเย็นกระมัง ที่ทำให้พวกมันดูเฉื่อยชา ไร้ความกระฉับกระเฉงเช่นนี้
ขึ้นตามบันไดไปยังชั้นสอง ซึ่งก็ยังสามารถมองเห็นตู้สาหร่ายเคลป์นี้ได้ชัด ที่โถงลึกเข้าไป มีบ่อ "ทัชพูล" (touch pool) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในของเล่นให้ความรู้ของเด็กๆ ที่อควาเรียมทุกแห่งต้องมี เขาเอาส่วนต่างๆ ของสาหร่ายเคลป์ ซึ่งมองดูแล้วน่ายึกหยึยไม่เบามาให้จับด้วยมือเปล่า พร้อมมีอาสาสมัครคอยให้ความรู้ และดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้แล้ว ยังนำเอาสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่างเช่นปลาหมึก ดาวขน ปูจิ๋ว และหอยจิ๋วที่อาศัยอยู่ตามซอกสาหร่ายเคลป์มาให้ดู (แต่ห้ามจับ) ด้วยที่อีกด้านหนึ่งของบ่อ
บ่อทัชพูล เป็นที่สนใจของเด็กๆ ส่วนบ่อ "ลุคพูล" (Look pool) เป็นที่สนใจของผู้ใหญ่ หลายคนมุงดูปลาหมึกน้อยที่ค่อยเอาหนวดและลำตัวสอดเข้าใบยังเปลือกหอยซึ่งมีรูเล็ก พร้อมโผล่ตาออกมาสังเกตการณ์ อาสาสมัครอธิบายว่านี่เป็นการหลบซ่อนตัว และหาอาหารของเจ้าปลาหมึกเขา พอมีปลาตัวเล็กๆ ผ่านมา เจ้าปลาหมึกก็จะกระโจนตัวออกจากรู แล้วเขมือบปลาเคราะห์ร้ายที่ผ่านไปด้วยความรวดเร็ว
ที่ตึกฝั่งเดียวกันนี้ มีส่วน "splash zone" ที่จัดแสดงไว้เอาใจเด็กๆ โดยเฉพาะ เขามีของเล่นมากมาย ให้เด็กๆ ได้มือเปียกน้ำกันบ้าง ส่วนนี้ดูเจี้ยวจ๊าวเป็นพิเศษ ทั้งเสียงจากพ่อแม่ (ลูกอ่อน) ที่ชี้ชวนให้เด็กเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ที่จัดไว้ให้ และเสียงจากเด็กๆ ที่แสดงถึงความสนุกสนานที่ได้รับ ที่ฝาผนัง ก็มีตู้ปลาสองสามตู้ที่จัดแสดงปลาหลากสีจากแนวปะการังในทะเลเขตร้อน พอประดับดาให้ความมีชีวิตชีวาได้บ้าง
ก่อนเดินข้ามไปยังตึกอีกด้าน มีประตูออกไปยังระเบียง สามารถมองเห็นทัศนียภาพของอ่าวมอนทาเร่ออกไปได้ไกล ท้องฟ้าวันนั้นแจ่มใส เห็นคนเล่นเรือใบ และพายเรือคายัค พร้อมรู้สึกได้ถึงไอเย็นจากท้องทะเล
ข้ามมายังอีกฟากของตัวตึกบนชั้นสอง มีห้องมืดแสดงแมงกระพรุนชนิดต่างๆ ภายใต้แสงไฟสลัว และฉากหลังต่างสี เพื่อให้สามารถมองเห็นตัวแมงกะพรุนใสพร้อมหนวดยาวของมันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เดินต่อเข้าไปด้านใน ก็เข้ามายังอีกห้องหนึ่งซึ่งมีบรรยากาศมืดโล่งคล้ายโรงหนัง (แต่ไม่มีเก้าอี้) จอภาพยนตร์ด้านหน้าคือตู้ปลาขนาดใหญ่ มีปลาตัวเขื่องว่ายกันไปมาอย่างรวดเร็ว พันธุ์ปลา (รวมทั้งเต่าหนึ่งตัว) ที่แสดงในตู้นี้ ล้วนเป็นปลาจากใต้ทะเลแปซิฟิกทั้งสิ้น มีปลาทูน่าตัวโตทั้งชนิดครีบน้ำเงิน และครีบเหลืองตัวใหญ่ว่ายกันให้ขวักไขว่
หลายคนที่เคยมาที่นี่บอกว่ามีปลาพระอาทิตย์ (Mola mola) ปลาตัวกลมป๊อกยักษ์ใหญ่จากใต้ทะเลลึก ที่กินแมงกระพรุนเป็นอาหารจัดแสดงอยู่ด้วย ทำให้ต้องเพ่งหากันจนตาเขม็ง แต่จนแล้วจนเล่าก็หาเจ้าปลาชนิดนี้ที่ใฝ่ฝันอยากเห็นตัวเป็นๆ ไม่เจอจนต้องถอดใจ
เดินลงมาที่ชั้นล่าง มีสามนิทรรศการที่เปิดแสดงให้ชม นิทรรศการแรกเป็นงานแสดงศิลปะแมงกะพรุน ซึ่งแสดงทั้งแมงกะพรุนจริงในตู้กลมพร้อมกรวดสี และผลงานของศิลปินแขนงต่างๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของพลิ้วไหลของแมงกะพรุน ทั้งภาพวาด งานเป่าแก้ว หรือแม้กระทั่งแต่ท่วงท่าลีลาการเต้นบัลเลต์
อีกนิทรรศการหนึ่งเป็นนิทรรศการเรื่องปลาฉลาม โดยจัดแสดงจากมุมมองของความสัมพันธ์ของผู้คนจากที่ต่างๆ ต่อปลาฉลาม (และปลากระเบน) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนท้องถิ่นแทบจะทุกหนแห่งมักจะเชื่อว่าปลาฉลามเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นตัวแทนของเทพเจ้าตามความเชื่อของชนเผ่า ใครที่ทำร้ายปลาฉลากก็มักพบกับความโชคร้ายต่างๆ นานา
นิทรรศการสุดท้าย เป็นนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับปลาทะเลที่กำลังได้รับอันตรายจากการล่ามาเป็นอาหารของมนุษย์ มีการแสดงผลิตภัณฑ์ และเมนูอาหารต่างๆ ที่อาจส่งผลให้ปลาทะเลบางชนิดสูญพันธุ์ได้ พร้อมกันนี้ ยังแจกโบรชัวร์ชักชวนให้ผู้เข้าชมเป็น "เพื่อนกับทะเล" (Ocean Allies) ว่าจะช่วยอนุรักษ์ทรัพยาการจากทะเลได้อย่างไร ทางอควาเรียมยังจัดทำ "คู่มืออาหารทะเล" เพื่อแนะนำชนิดปลาที่กินได้ โดยไม่ส่งผลต่อการปลาชนิดนั้นในธรรมชาติ รวมทั้งชนิดปลาที่กำลังใกล้สูญพันธุ์อย่างเช่นปลาคาเวียร์ ปลาฉลาม และปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ที่ควรหลีกเลี่ยงบริโภค
แม้ว่าอควาเรียมแห่งนี้จะดำเนินการโดยเอกชน แต่เขาก็คิดถึงผลประโยชน์ต่อทรัพยากรทางทะเลที่กำลังได้รับอันตรายจนใกล้สูญพันธุ์เป็นหลัก มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยทางทะเลที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ (เขามีเรือดำน้ำสำรวจศึกษาทะเลลึกเป็นของตัวเองด้วย – เห็นไหมล่ะว่าเขาจริงจังแค่ไหน) อีกยังมุ่งให้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกวิธีเกี่ยวกับสภาพธรรมชาติในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งใกล้ตัวกับผู้คน มากกว่าจะนำเสนอขาย "ปลาแปลก ปลาใหญ่ และปลามีสีสัน" ที่จะเชื้อเชิญคนให้มาซื้อตั๋วเข้าชม เพื่อกำไรที่เพิ่มขึ้น ดังอควาเรียมเอกชนอื่นทั่วไป
กระแสอควาเรียมนิยมกำลังเป็นที่ตื่นตูมในบ้านเรา คงได้แต่หวังว่านายทุน และผู้จัดทำสถานแสดงพันธุ์ปลาทั้งหลายจะตระหนักถึงผลประโยชน์ในระยะยาวต่อส่วนรวม มากกว่าความบันเทิง (และกำไร) ที่ได้รับจากการเห็น (และการแสดง) ปลาแปลก ปลาใหญ่ ปลาสวย เพียงเท่านั้น
การจัดทำอควาเรียมแห่งหนึ่งนั้น เกี่ยวพันกับการไปจับปลามาจากทะเล และจากธรรมชาติ การเกิดขึ้นของสถานแสดงพันธุ์ปลาแห่งใหม่ หมายถึงการรบกวนธรรมชาติในระดับที่เพิ่มมากขึ้นเสมอ
อย่าให้คำว่า "เพื่อการศึกษา" นั้น เป็นข้ออ้างที่ซ้ำซาก น่าเบื่อ และ "กำปั้นทุบดิน" เลย
|