ชื่อ(วิทย์ฯ)นั้น สำคัญไฉน

by Fufu

เคยสงสัยกันบ้างไหมครับ ว่าทำไมชื่อวิทยาศาสตร์ของปลาแต่ละชื่อ มันถึงได้เรียกยาก ฟังลำบาก และช่างดูซับซ้อนซะเหลือเกิน?

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ชื่อของสิ่งมีชีวิตแต่ละชื่อ ที่ถูกตั้งเป็นชื่อวิทยาศาสตร์นั้น ล้วนแต่ถูกตั้งเป็นภาษาละติน หรือภาษากรีก ซึ่งทั้งสองภาษานั้นเป็นภาษาที่ “ตายแล้ว” หรือกล่าวได้ว่าเป็นภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป เหตุที่ต้องใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ ก็เพราะว่าชื่อวิทยาศาสตร์นั้นไม่สามารถตั้งซ้ำได้ ฉะนั้นชื่อแต่ละชื่อ ก็จะไม่เหมือนกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ทำให้เข้าใจตรงกันเป็นสากลทั่วโลก ในขณะที่ชื่อสามัญ หรือชื่อที่ใช้เรียกทั่วๆ ไปนั้น บางทีก็มีการนำไปเรียกซ้ำกับสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกันอีกด้วย ดังนั้นชื่อวิทยาศาสตร์ จึงเป็นเหมือนกับไม้บรรทัดที่เป็นบรรทัดฐานให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

ความหมายของชื่อวิทยาศาสตร์นั้น มีอยู่หลายแบบ เช่นตั้งตามชื่อผู้ค้นพบ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง, ตั้งตามสถานที่ที่ค้นพบเป็นครั้งแรก, ตั้งตามลักษณะเด่น, และ ฯลฯ ชื่อวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวช่วยชั้นดี ในการจินตนาการถึงสีสัน และรูปร่างหน้าตา ของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ โดยผ่านทางความหมายของคำ สำหรับปลาทะเลเอง ก็เหมือนกับสัตว์อื่นๆ ที่ชื่อวิทยาศาสตร์จะช่วยให้คุณได้ข้อมูลเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับตัวปลา เกร็ดความรู้ที่มักจะถูกมองข้ามเหล่านี้ อาจจะทำให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับตัวพวกเขาได้ดีขึ้น ชื่อวิทยาศาสตร์ชื่อหนึ่งๆ สามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง เช่นปลาผีเสื้อแปดขีด มีชื่อทางวิทยาศาสตร์เต็มๆ ว่า Chaetodon octofasciatus (Bloch, 1787) คำว่า Chaetodon ซึ่งเป็นชื่อสกุลนั้น มาจากภาษาละติน “Chaetodont” แปลว่าฟันที่มีลักษณะคล้ายซี่แปรง ชื่อสกุลนี้ ทำให้เรารู้ว่าปลาในสกุลนี้ มีฟันเป็นลักษณะอย่างนี้ ส่วน octofasciatus นั้น มาจากภาษาละตินสองคำ คือ “octo” ที่แปลว่าแปด และ “fasciatus” ที่แปลว่าเส้นตรงตามตัวนั่นเอง ส่วนชื่อที่อยู่ในวงเล็บ คือชื่อคนที่บรรยายลักษณะทางอนุกรมวิธาน และตัวเลขข้างหลัง คือปีที่ตีพิมพ์การบรรยายอย่างเป็นทางการ

หลายคนเคยบอกว่าปลาทะเลมีดีที่ “สีสัน” สารพัดสีราวกับลูกกวาดในขวดโหล ถ้าใครอยากรู้ว่าปลาตัวไหนสีอะไร แค่เดินไปร้านปลาใกล้บ้านก็น่าจะได้เห็น หรือไม่ก็แค่จิ้มนิ้วลงไปบนคีย์บอร์ดเพื่อหาดูรูปจากในอินเทอร์เน็ตก็ทำได้ไม่ยาก ทั้งหมดนั้น เป็นผลพวงมาจากการพัฒนาทางด้านคมนาคม และเทคโนโลยีของมนุษย์ ทำให้ปัจจุบันเราสามารถ ‘เห็น’ ปลาทะเล ทั้งในเมืองหลวงของประเทศต่างๆ หรือแม้แต่เมืองที่ไกลออกไปจากทะเลมากก็ตาม แต่ในอดีตแล้ว กว่านักสำรวจจะเดินทางกลับจากการรวบรวมตัวอย่าง จากดินแดนอันไกลโพ้น กว่าจะใช้เวลาเขียน และบรรยายลักษณะทางอนุกรมวิธาน สีของปลาที่ถูกดองไว้ก็คงจะซีดลงจนหมดสิ้น ประชาชน หรือผู้ที่สนใจศึกษาต่อ อย่างดีที่สุดก็คงจะเห็นได้เพียงรูปร่าง และลักษณะของปลาชนิดนั้นๆ โดยที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันเคยมีสีอะไรมาก่อน ดังนั้นชื่อวิทยาศาสตร์ของปลาหลายชนิด สามารถจะตอบโจทย์ข้อนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น ตะกรับเขียว (Chromis viridis) ด้วยพื้นลำตัวสีเขียว จึงได้ชื่อ Viridis ซึ่งแปลได้ว่า สีเขียว, ตะกรับเหลืองยักษ์ (Amblyglyphidodon aureus) ได้นาม Aureus ที่แปลว่าสีทอง มาจากเกล็ดสีทองอร่าม, หรือสตรอว์เบอรี่ (Pictichromis  porphyreus) ที่ได้ Porphyra มาจากลำตัวสีม่วงบานเย็น

ลักษณะเด่นบนลำตัวของปลา ก็มีการนำมาตั้งเป็นชื่อ เช่นผีเสื้อหยาดน้ำตา (Chaetodon unimaculatus) ด้วยชื่อ unimaculatus เป็นภาษาละติน แปลได้ว่า “หนึ่งจุด” ตรงกับการที่ปลาชนิดนี้ มีจุดตรงกลางลำตัวเพียงหนึ่งจุด หรือตั้งตามความเห็นของผู้บรรยาย เช่น แมนดาริน (Synchiropus splendidus) และไฟร์ฟิช (Nemateleotris magnifica) ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกัน จากคำว่า Splendid และ Magnificient ที่แปลได้ว่าโดดเด่น งดงาม งามสง่า แสดงถึงทรรศนะของผู้บรรยายว่า มองปลาทั้งสองชนิดนี้ดีเพียงใด

ปลาหลายชนิดนำพาเราเข้าไปพัวพันกับโลกของเทพนิยายปรัมปรา อะคิลิสแทงค์ หรือที่คนไทยชอบเรียกกันติดปากว่า “อะชิเลส” (Acanthurus achilles) ที่ได้ชื่อของมันมาจากจุดสีแดงตรงหาง คล้ายกับเรื่องของอะคิลิส ลูกชายของเทพยดาธีทิส และกษัตริย์พีลูส ผู้ซึ่งอยู่ยงคงกระพัน เพราะถูกแม่จับจุ่มแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เป็นทารก เว้นแต่ข้อเท้าที่แม่จับที่ไม่โดนน้ำ ทำให้ส่วนนี้กลายเป็นจุดอ่อนไป หรือชื่อ “อาร์กุส” ของยักษ์ร้อยตาในเทพนิยายกรีก ที่ถูกนำมาตั้งให้กับปลากัดทะเลจุดเล็ก (Calloplesiops argus) เพราะว่ามีจุดสีขาวนับร้อย เด่นเป็นสง่าท่ามกลางพื้นลำตัวสีดำสนิท คล้ายกับตาของยักษ์ในเทพนิยาย

ชื่อบุคคลก็มาสามารถนำมาตั้งเป็นชื่อปลาได้ เพียงแต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยให้เข้ากับหลักภาษา เช่นเปลี่ยนสีแวว (Pomacentrus alleni) ชื่อของสลิดหินสีฟ้าสะท้อนแสงขนาดเล็กชนิดนี้ ถูกตั้งให้เป็นเกียรติแด่ Dr. Gerald R. Allen ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาในวงศ์ปลาสลิดหิน และปลาการ์ตูนมือต้นๆ ของโลก นอกจากนั้นชื่อที่ตั้งอาจจะมาจากผู้ที่ค้นพบปลาชนิดนั้นๆ เป็นคนแรก หรือผู้ร่วมคณะที่จับปลาชนิดนั้นได้เป็นครั้งแรก เป็นต้น บุคคลต่างๆ เหล่านี้จะมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นกับปลาเหล่านี้บ้างไม่มากก็น้อย เราสามารถที่จะสอบถาม หรือค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวปลาตัวที่ต้องการจะทราบข้อมูล ผ่านทางบุคคลนั้นๆ ได้อีกทางหนึ่ง

ปลาอีกหลายชนิดถูกตั้งตามแหล่งที่ค้นพบ บางตัวเป็นปลาเฉพาะถิ่น พบเฉพาะแถบนั้นเพียงแหล่งเดียว เช่นลายปล้องโอมาน (Amphiprion omanensis) ปลาการ์ตูนเฉพาะถิ่น ที่พบได้เฉพาะบริเวณชายฝั่งของประเทศโอมานเพียงแห่งเดียว บ้างก็พบที่นั่นเป็นครั้งแรก หรือปลาผีเสื้อเหลือง / ผีเสื้ออันดามัน (Chaetodon andamanensis) ซึ่งเพิ่งถูกแยกออกมาเป็นอีกชนิดหนึ่งไม่นานมานี้ ปลาผีเสื้อชนิดนี้ พบเฉพาะแถบทะเลอันดามันตามชื่อ ซึ่งนับว่ามีการกระจายพันธุ์กว้างกว่ามาก การที่เราดูจากแหล่งอาศัยนี้ ทำให้เราสามารถจินตนาการคร่าวๆ ถึงสภาพแวดล้อมที่มันเคยอาศัยอยู่ได้บ้าง เพื่อที่จะนำมาใช้ดัดแปลงในการเลี้ยงพวกมันให้รอดได้ในระบบจำลองเช่นตู้ปลา

ชื่อต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์สมมุติขึ้นก็จริง แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราจัดหมวดหมู่สิ่งมีชิวิตได้ เป็นระบบระเบียบมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อนั้นไม่สำคัญเท่ากับคุณค่าในตัวสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ที่พวกเราควรรู้จักการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า และใช้อย่างยั่งยืน "ให้เป็น" ก่อนที่จะเสียมันไปตลอดกาล เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ชื่อกับความทรงจำ เมื่อถึงเวลานั้นก็คงจะสายเกินไป (อีกแล้ว) กระมัง